Class 10 : SCM and ERP
1st Feb 2011
Functional Information System เป็น Traditional Information Sys tem ซึ่งเป็น IS แบบที่ง่ายที่สุด จะเป็นการพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของแต่ละหน่วยงาน เช่น Transaction Processing System
โดยสาเหตุที่ทำให้แต่ละหน่วยงานจำเป็นจะต้องพัฒนา Functional Information System ของตนขึ้นมามีดังนี้
1)ข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณที่จะลงทุนระบบ Enterprise System
2) ความยากในการประเมิน Cost-Benefit ของ IT
3) Politics ภายในองค์กร
แต่ปัญหาที่พบของระบบ Transaction Processing System คือ การเชื่อมโยงของข้อมูลของแต่ละ Functional Information System อาจทำได้ยาก เช่น Different Format รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า เพราะอาจจะมี redundant เกิดขึ้น นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริหาร หน่วยงานจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่รวดเร็ว ทันต่อเวลามากขึ้น รวมไปถึงปัจจุบันสภาพแวดล้อมการแข่งขันเป็นแบบ Globalized ทำให้มีการ outsource จากแหล่งต่างๆทั่วโลกมากขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้อง integration แต่ละหน่วยงานมากขึ้น เพื่อที่จะตอบสนอง Customer Expectation ที่สูงขึ้น
EPS: 1) Integrate the key business processes of an entire firm into a single software system that enables information to flow seamlessly throughout the organization
2)Focus on internal processes and also include transactions with customers & vendors
Enterprisewide Systems
• ERP - designed to coordinate all the resources, information, and activities needed to complete business processes such as order fulfillment or billing.
• CRM - software is used to support these processes; information about customers and customer interactions can be entered, stored and accessed by employees in different company departments.
• Knowledge Management Systems (KM) - refers to a system for managing knowledge in organizations, supporting creation, capture, storage and dissemination of information.
• Supply Chain Management (SCM) - is the management of a network of interconnected businesses involved in the ultimate provision of product and service packages required by end customers.
• Decision Support Systems (DSS) - are a specific class of computerized information systems that supports business and organizational decision-making activities.
• Intelligent Systems – expert systems such as KM.
• Business Intelligence (BI) - Common functions of business intelligence applications are reporting, OLAP, analytics, data mining, business performance management, and text mining
Supply Chain เป็น network/chain ที่เชื่อมโยงกระบวนการdeliver product/service เพื่อตอบสนอง customer requirement ของ end user โดยจะเริ่มจากต้นน้ำไปยังปลายน้ำ โดยการบริหาร Supply Chain ที่ดีนั้น แต่ละ members ใน supply chain จำเป็นจะต้องมีการ integration กัน รวมไปถึงมีการบริหาร information flow ที่ดีด้วย
ตัวอย่างของการนำ IS มาใช้บริหาร Supply Chain
1) Warehouse Management System: ช่วยบริหารจัดการในเรื่องของ movement และ storage ของ materials ภายใน warehouse โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น shipping, receiving, putaway and picking.
2) Inventory Management System: ช่วยบริหารจัดการในเรื่องของ Inventory
3) Fleet Management system: ช่วยบริหารจัดการในเรื่องของพาหนะที่ใช้ในการขนส่งของบริษัท
4) Vehicle Routing and Planning:
5) Vehicle Based System: เป็นระบบที่ใช้บริหารจัดการรถบรรทุก โดยจะใช้ tracking ตำแหน่งรถยนต์ รวมไปถึง วัดระดับ แอลกฮอลล์
10 IT Trends for Logistics Supply Chain Management
1. Connectivity
· 802.11n standard – A wireless networking standard to improve network throughput over the two previous standards — 802.11a and 802.11g — with a significant increase in the maximum raw data rate from 54 Mbit/s to 600 Mbit/s
· Bluetooth
· GPRS
2. Advanced Wireless : Voice & GPS
· การสื่อสารด้วยเสียงและจีพีเอส โดยจะเชื่อต่อไปยัง PC รวมไปถึง Smart Phone ซึ่งมีประโยชน์ในการไป adapt กับ Supply Chain เช่น การบริหารโกดัง แต่อย่างไรก็ดี เครื่องมือแบบนี้ก็มีปัญหา Catch 22 (a logical paradox arising from a situation in which an individual needs something that can only be acquired by not being in that very situation; therefore, the acquisition of this thing becomes logically impossible.)
3. Speech Recognition
· เป็นเทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งมีการนำไปประยุกต์ใช้กับ Supply Chain เช่นการป้อนข้อมูลแบบแฮนด์ฟรี เป็นต้น แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของ accent
4. Digital Imaging
· เป็นระบบการประมวลผลภาพดิจิตอล โดยมีการไปประยุกต์ในกับ Supply Chain เช่น การบันบันทึกข้อมูลการจัดส่ง จัดเก็บใบเสร็จที่ประทับตรา และรายละเอียดของเงื่อนไขที่ใช้ในการป้องกันการส่งสินค้า ในรูปแบบของ Digital
5. Portable Printing
6. 2D & other barcoding advances
7. RFID
8. Real Time Location System; RTLS
· เป็นระบบแสดงตำแหน่งในเวลาจริง (RTLS) ทำให้องค์กรสามารถขยายเครือข่ายแลนไร้สายขององกรเข้าสู่ระบบการติดตามAsset
9. Remote Management
· เป็นระบบจัดการการทางไกล เช่น การใช้ระบบแลนไร้สายเพื่อติดตามสินทรัพย์ของคลังสินค้าและโรงงาน เป็นตัวอย่างของการปรับใช้ทรัพยากรไอทีให้เป็นประโยชน์กับสภาพแวดล้อม อุตสาหกรรม อีกตัวอย่างคือระบบการจัดการระยะไกลประสิทธิภาพสูงได้รับการพัฒนาเฉพาะเพื่อ กำหนดค่า ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาเครื่องอ่านและเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด อุปกรณ์อาร์เอฟไอดี คอมพิวเตอร์ที่ทนทาน และอุปกรณ์การเก็บและสื่อสารข้อมูลอุตสาหกรรมอื่นๆ
10. Security
· ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเป็นแนวโน้มและความต้องการของธุรกิจที่กำลังได้รับ ความนิยมในการนำมาใช้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีซัพพลายเชน โดยคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่จะถูกล็อคไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและข้อมูล อื่นๆ ได้ในกรณีที่อุปกรณ์หายหรือถูกขโมย คอมพิวเตอร์ไร้สายที่ทนทานและอุปกรณ์เก็บรวบรวมข้อมูลยังสนับสนุนความ ปลอดภัยชั้นนำหลายอย่าง ที่สอดคล้องกับระบบป้องกันเครือข่ายไร้สายองค์กร
Collaborative Planning
เป็นระบบวางแผนที่ถูกออกแบบมาเพื่อ synchronize production & distribution plans & product flows โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ Optimize resource utilization over expanded capacity base รวมไปถึงIncrease customer responsiveness และ Reduce inventories.
Business Value of SCM
• Effective transformation of raw materials into goods and/or services.
• Reduce uncertainty & risk.
• Improved collaboration to decrease inventory levels & cycle time.
• Improved processes & customer service.
• Increased profitability & competitiveness.
Enterprise System อย่างที่กล่าวมาข้างต้น Enterprise System นั้นเป็นระบบที่จะ Integrates business processes and information ของทั้ง entire enterprise ซึ่งจะช่วย coordinate operation of business functions ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างแม่นยำได้รวดเร็ว และทันต่อเวลา รวมไปถึงช่วยในการลดต้นทุนได้
Enterprise Resource Planning (ERP) Systems โดยปกตินั้น มักจะจำหน่ายเป็น Module เนื่องมาจาก ถ้าซื้อทั้ง System อาจจะมีราคาแพงเกินไป รวมไปถึงใช้เวลาในการ train ที่นานเกิดไป นอกจากนี้บริษัทอาจจะมีระบบ IT เดิมอยู่แล้วในบาง Module โดยปกติ Module ที่บริษัทมักจะซื้อมาใช่ก่อนได้แก่ Sales and Distribution, Marketing และ Financial Accounting
ตัวอย่าง ERP System Vendors: SAP, Oracle
นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่เป็น ผู้พัฒนา Third Party Modules อีก ซึ่ง Modules ที่พัฒนาโดย Third-Party มีข้อดีคือ ราคาที่ถูกกว่า แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของ quality และ After-Sales Service โดย Modules ที่พัฒนาได้แก่
· Customer Relationship Management (CRM)
o Customer Self-Service (CSS)
o Sales Force Automation (SFA)
· Supply Chain Management (SCM)
· Product Lifecycle Management (PLM)
· Supplier Relationship Management (SRM)
ระบบ ERP นั้นควรจะ Lease หรือจะ Buy นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ Requirement ของ บริษัท รวมไปถึงข้อจำกัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Budget หรือ เรื่องของเวลาในการ Implement
Presentation Topic
1) AUGMENTED REALITY: เทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง (Reality) และความเสมือนจริง (Virtual) เข้าด้วยกัน ผ่านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น Webcam, Computer, Cloud Computing หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภาพเสมือนจริงนั้นจะแสดงผลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์บน Monitor, บน Projector หรือบนอุปกรณ์แสดงผลอื่นๆ โดยภาพเสมือนจริงที่ปรากฏขึ้นจะมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กับผู้ชมได้ทันที อาจมีลักษณะทั้งที่เป็นภาพนิ่งสามมิติ ภาพเคลื่อนไหว หรืออาจจะเป็นสื่อที่มีเสียงประกอบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบสื่อแต่ละรูปแบบว่าให้ออกมาแบบใด โดยกระบวนการภายในของ AR ประกอบด้วย 3 กระบวนการ ได้แก่
- การวิเคราะห์ภาพ (Image Analysis) เป็นขั้นตอนการค้นหา Marker จากภาพที่ได้จากกล้องแล้วสืบค้นจากฐานข้อมูล (Maker Database) ที่มีการเก็บข้อมูลขนาดเเละรูปแบบของ Marker
- การคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติ (Pose Estimation) ของ Maker เพื่อนำมาวิเคราะห์รูปแบบของ Marker เทียบกับกล้อง
- กระบวนการสร้างภาพ 2 มิติ จากโมเดล 3 มิติ (3D Rendering) เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในภาพ โดยใช้ค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติ ที่คำนวณได้จนได้ภาพเสมือนจริง ดังแสดงในภาพ
หลักการของเทคโนโลยีเสมือนจริง ประกอบด้วย
1. ตัว Maker (หรือที่เรียกว่า Markup)
2. กล้องVDO กล้องWebcam กล้องโทรศัพท์มือถือ หรือตัวจับSensor อื่นๆ
3. ส่วนแสดงผล อาจเป็นจอภาพคอมพิวเตอร์ หรือจอภาพโทรศัพท์มือถือ หรืออื่นๆ
4. ซอฟแวร์หรือส่วนประมวลผลเพื่อสร้างภาพหรือวัตถุแบบสามมิติ
ระบบเสมือนจริงบนโทรศัพท์มือถือ
ระบบเสมือนจริงบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile AR) ทำให้ผู้ใช้สามารถรับข้อมูลหรือข่าวสารได้ทันทีตามคุณลักษณะของซอฟแวร์หรือโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ เเบบที่ผู้ใช้สามารถพกพาได้อย่างสะดวก โดยการเเสดงข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง
· Navigation Devices
· Magazine
· Product Demonstration
· PROs and CONs of Augmented Reality
Advantages | Disadvantages |
| New Experience | Not suitable for low tech people |
| Meet Customer Needs | Limited Access for some customers |
| Create Business Campaigns for Products | Not Worth for Investing |
| Increase Marketing Opportunites | Lack of Government Supporting |
2) Mobile Operating System
Mobile Operating System หรือ Mobile OS เป็น ระบบปฏิบัติการสำหรับใช้กับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น มีอยู่หลายระบบปฏิบัติการด้วยกัน เช่น Symbian, IOS, Windows Mobile, Android ทั้งนี้ Mobile OS ถือเป็นตัวบ่งบอกว่าโปรแกรมเสริมอื่นๆ จะสามารถใช้งานร่วมกันได้หรือไม่
ความหมาย
Operating System เป็น ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป มีหน้าที่หลัก ๆ คือ จัดสรรทรัพยากรในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ประยุกต์ ในเรื่องการรับส่งและจัดเก็บข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ หรือจัดสรรพื้นที่ในหน่วยความจำ ตามที่ซอฟต์แวร์ประยุกต์ร้องขอ รวมทั้งทำหน้าที่จัดสรรเวลาการใช้หน่วยประมวลผลกลาง ในกรณีที่อนุญาตให้รันซอฟต์แวร์ประยุกต์หลายๆ ตัวพร้อมๆ กัน
ระบบปฏิบัติการมือถือหลักๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้แก่
1. Symbian OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ ถูกพัฒนาขึ้นจากระบบปฏิบัติการ EPOC ของบริษัท Psion ใน ปี ค.ศ. 1998 โดยปัจจุบัน2008 บริษัท Nokia ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Symbian OS และประกาศให้ Codeของ Symbian เป็น Open Source ภายใต้การดำเนินงานของ Symbian Foundation โดยมีจุดเด่นที่ User Interface เรียบง่าย ใช้งานง่าย มีฟังก์ชั่นการใช่งานพื้นฐานที่ครบครัน มีการพัฒนาให้รองรับการสั่งงานแบบ multitask เหมือน iPhone เหมาะกับผู้ที่ใช้งาน function โทรศัพท์ แบบพื้นฐานเป็นหลัก และชื่นชอบความสะดวกสบายในการติดตั้งโปรแกรมหรือลงเพลงต่างๆ รวมถึงผู้ที่ต้องการระบบปฏิบัติการที่รองรับการใช้งานหลากหลาย
2. BlackBerry OS (RIM OS) เป็นระบบปฏิบัติการของบริษัท Research In Motion โดยRIM OS เป็นระบบปฏิบัติการมือถือที่มุ่งเน้นให้มีการทำงานที่ไม่ซับซ้อน และการพัฒนาในช่วงแรกนั้น ออกแบบมาสำหรับการใช้งานในธุรกิจ เน้นการใช้งานด้าน E-mail เป็นหลัก โดยรองรับการใช้งาน Push mail เมื่อมี e-mail เข้ามาสู่ระบบ Server จะทำการส่งต่อมายัง BlackBerry โดยจะมีการเตือนสถานะที่หน้าจอ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลในทันที ทั้งนี้ระบบ e-mail ของ BlackBerry จะมีความปลอดภัยสูงด้วยการเข้ารหัสข้อมูล ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการ BlackBerry พัฒนาในส่วนของการสนับสนุน multimedia ต่างๆ มากขึ้น โดยมีจุดเด่นที่มีระบบการ Chat ผ่าน BlackBerry Messenger และสามารถเชื่อมต่อกับ internet พร้อมกับมีการเปิดให้รับ-ส่งข้อมูลกับเครือข่ายมือถือตลอดเวลา
3. iPhone OS เป็น ระบบ iOS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นโดย Apple นำมาใช้งานในโทรศัพท์มือถือ iPhone และเครื่องเล่นเพลงพกพา iPod touch และ iPad โดย iOS มีรูปแบบการใช้งานที่ง่าย และแฝงไปด้วยลูกเล่นมากมาย มีความสามารถที่โดดเด่นของระบบ Multitouch และมีจุดเด่นที่ดวามบันเทิงอย่างไรก็ดี iOS มีข้อเสียคือ ยังไม่รองรับ แฟลช ทำให้แสดงผลแฟลชเว็บไซต์ได้ไม่เต็มที่ และด้วยความที่เป็นระบบปิด การติดตั้งโปรแกรมหรือลงไฟล์สื่อต่างๆ จะต้องผ่านโปรแกรม iTunes ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
4. Windows Phone / Windows Mobile OS เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ SMART Phone, Pocket PC, PDA พัฒนาโดย Microsoft ซึ่งออกแบบการทำงานคล้ายคลึงกับ ระบบปฏิบัติการ Windows ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดย
Windows Phone นั้นประกอบไปด้วย Application และซอฟต์แวร์ต่างๆของ Microsoft สำหรับมือถือในการใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังมี Application ที่เป็น MSoffice อีกด้วย ถึงอย่างไรก็ดี Windows Phone ยังไม่เป็น Open source เนื่องจากติดเรื่องลิขสิทธิ์ ทำให้การพัฒนาต่อยอดเป็นไปได้ยากกว่า OS ที่เป็น Open source โดยจุดเด่นอยู่ที่ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถ synchronize เข้ากับ PC ได้อย่างดี รวมไปถึงรองรับความสามารถ “push” ร่วมกับ Microsoft Exchange Server ได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถ Error-Reporting สำหรับส่งรายละเอียดข้อผิดพลาดไปยังผู้พัฒนาในกรณีที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
5. Android คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ใช้ควบคุมการทำงานบนอุปกรณ์อีเล็คทรอนิกส์ต่างๆสำหรับโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์พกพา ซึ่ง Android เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Google โดยมีพื้นฐานจากระบบปฏิบัติการ Linux โดยมีการพัฒนาต่อยอด พร้อมทั้งเปิดเผย Source Code เป็นแบบ Open Source Android มีแนวคิดที่จะนำคุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือ รวมเข้ากับบริการต่างๆ ของ Google จุดเด่นสามารถรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้บริการจากกูเกิ้ลได้อย่างเต็มที่ ทั้ง Search Engine, Gmail, Google Calendar, Google Docs และ Google Maps เป็นต้น นอกจากนี้ Android ยังเป็นระบบปฏิบัติการแบบ Open Source อย่างไรก็ดี Androidยังไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นเพราะวิธีแก้ปัญหาทางเทคนิคของแอนดรอยด์นั้นยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก
นอกจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว นี้ยังมี Mobile OS อื่นๆ อีก เช่น Palm OS, BADA, MeeGo, Linux, Maemo เป็นต้น
3) Video Telepresence
Telepresence เซ็นส์ คือ เทคโนโลยีที่พัฒนามาจากระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นในปีค.ศ.1960 และเริ่มใช้งานจริงในปีค.ศ.1980 ซึ่งโดยหลักการแล้ว เทเลพรีเซ็นส์ใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกับวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ แต่มีความต่างขององค์ประกอบของระบบที่ชัดเจน 3 ด้าน คือ network technologies, conference hardware, conference software ซึ่งให้ภาพที่สมจริงกว่า อรรถประโยชน์ที่สูงกว่า และการติดตั้งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่เหนือกว่าวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์
จุดเด่นของ Telepresence
· ระบบภาพและเสียงคุณภาพสูง: ในการสร้างบรรยากาศเสมือนจริงนั้น ระบบเสียงจำเป็นที่จะต้องคมชัด ไม่ echo และ มีระดับเสียงที่พอเหมาะ ทิศทางของเสียงนั้นก็ควรที่จะติดตั้งให้เสมือนว่ามาจากผู้เข้าร่วมประชุมที่ นั่งอยู่ในทิศทางต่างๆจริงๆ ระบบภาพนั้นก็จะต้องคมชัด มีขนาดเสมือนจริง และไม่ dalay ดังนั้น ขนาดของหน้าจอ ระยะห่างระหว่างจอ กล้อง และเก้าอี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
· ความไม่สลับซับซ้อน:
· ความน่าเชื่อถือสูง:
· สภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม: ใน การจำลองสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริงและสมเหตุสมผลนั้น จะต้องควบคุมทั้งเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ แสง หรือกระทั่งสีผนังและวัสดุต่างๆ ให้ทุกที่เหมือนกันทุกประการเหมือนห้องๆเดียวกัน และดูแล้วเป็นหนึ่งเดียวกันกับภาพในจอ นอกจากนั้น อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไมโครโฟน, ลำโพง, กล้อง ฯลฯ ยังถูกซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าอยู่ในห้องประชุมทางไกลอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ปัญหาของ Telepresenceคือ ต้นทุนที่สูงเกินไป
การประยุกต์ใช้ระบบเทเลพรีเซ็นส์ในปัจจุบัน
1.การประยุกต์ในด้านการประกอบธุรกิจ : มีบริษัทให้บริการเช่าห้องระบบเทเลพรีเซ็นส์เพื่อการประชุมทางไกล ซึ่งบริษัทรายใหญ่ที่ให้บริการระบบนี้ในตลาด ได้แก่ Cisco, HP, Polycom และ Tandberg โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของพนักงานและผู้บริหารที่สูง ดังนั้น บริการ นี้จึงเน้นตอบสนองด้านการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของพนักงานในองค์กร ช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องเสียเวลาในการบินข้ามประเทศไปมาในการตัดสินใจเชิง ธุรกิจ ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหากมีเรื่องด่วนที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ ระหว่างผู้บริหารระดับสูงหลายคนซึ่งประจำอยู่ในหลายภูมิภาค
2.การประยุกต์ในด้านการศึกษา: มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาขั้นสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการนำระบบเทเลพรีเซ็นส์มาใช้เพื่อเพิ่มระดับความร่วมมือและความสะดวกในการเข้าถึงการศึกษาระหว่างผู้เรียนและ ผู้สอน
3.การประยุกต์ในด้าน เป็นการนำระบบเทเลพรีเซ็นส์มาใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารด้านการแพทย์ระหว่างเมืองเล็กๆ กับเมืองใหญ่ที่มีเทคโนโลยีด้านการแพทย์และทีมแพทย์ที่ดีกว่า
ประเทศไทยกับระบบเทเลพรีเซ็นส์
การใช้งานส่วนใหญ่จะพบในบริษัทในเครือบริษัทข้ามชาติ เช่น P&G ฯลฯ สำหรับบริษัทสัญชาติไทย มีบริษัทปตท. นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้ในการรายงานผลการประชุมของนักการเมืองระดับสูงของไทยที่เดินทางไปประชุมต่างประเทศ
4) SOA (Service-Oriented Architecture)
SOA (Service-Oriented Architecture) หมายถึง แนวคิดการออกแบบและวางโครงสร้างของซอฟต์แวร์ขององค์กรขนาดใหญ่ในลักษณะที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถหยิบเอาเฉพาะService ที่ ต้องการซึ่งเป็นองค์ประกอบของซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ มารวมกันเป็นแอพพลิเคชันใหม่ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะอย่างได้อย่าง ยืดหยุ่น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตามหลักการของการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusability)
การอธิบายแนวคิด SOA สามารถแบ่งได้เป็น 2 คำ คือ Service-Oriented และ Architecture
- Service-Oriented เป็น Software ที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์แพ็คเกจ แต่เป็นซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ทำงานเฉพาะด้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะแบ่งเป็นบริการอะไรบ้าง
- Architecture คือ การออกแบบ โดยจะมององค์กรโดยรวมว่าต้องการบริการอะไรบ้าง ก็จะแบ่งบริการนั้นๆออกเป็นส่วนย่อยๆ
ทั้งนี้ หลายคนมองว่า SOA คือ web service แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะ web service เป็นแค่เครื่องมือในการใช้งาน ดังนั้น SOA จึงไม่ใช่สินค้า หาซื้อไม่ได้ แต่มันคือแนวคิดที่ต้องสร้างเองในองค์กร
ทั้งนี้ หลายคนมองว่า SOA คือ web service แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะ web service เป็นแค่เครื่องมือในการใช้งาน ดังนั้น SOA จึงไม่ใช่สินค้า หาซื้อไม่ได้ แต่มันคือแนวคิดที่ต้องสร้างเองในองค์กร
แนวคิดของระบบ SOA คือการจัดระบบ Silo-Oriented Architecture ใหม่ โดยการสร้างระบบไอทีให้เป็น 4 ชั้น (Layer) ดังแสดงในรูป
· Resource Layer ซึ่งจะเป็นชั้นของระบบโครงสร้างไอทีต่างๆ ในปัจจุบัน เช่น ระบบฐานข้อมูล Oracle ระบบโซลูชัน SAP หรือ PeopleSoft เป็นต้น
· Service Layer ซึ่งเป็นชั้นของส่วนประกอบเซอร์วิสต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ โดยส่วนประกอบเซอร์วิสเหล่านี้จะพัฒนามาจากโมดูล (Module) ต่างๆ ที่รันบน Resource Layer เช่น โมดูลของฐานข้อมูล Oracle โมดูลของระบบโซลูชัน SAP หรือ PeopleSoft และโมดูลของโปรแกรมประยุกต์ที่อาจพัฒนาด้วย Java หรือ .NET เป็นต้น
· Process Layer ซึ่งเป็นชั้นของกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่พัฒนาขึ้นมาจากการส่วนประกอบเซอร์วิสต่างๆ
· Access Layer ซึ่งเป็นชั้นของการเรียกใช้กระบวนการทางธุรกิจที่พัฒนาขึ้น โดยอาจผ่านทางเว็บไซต์ (Web Site) หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า SOA เป็นการเปลี่ยนระบบ Silo-Oriented Architecture มาสู่ระบบ Service-Oriented ซึ่งออกแบบเป็นชั้นๆ ทำให้สามารถพัฒนา ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมโปรแกรมใหม่ได้ง่าย
เหตุผลหลักขององค์กรในการพัฒนาระบบ SOA จึงมักจะเริ่มจากความต้องการในการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างไอทีต่างๆ ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน หรือการทำ Enterprise Application Integration (EAI) แต่ระบบ SOA จะแตกต่างกับระบบ EAI เดิม ในแง่ที่ของความสามารถในการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจใหม่จากเซอร์วิสเดิมที่ มีอยู่ และมีการใช้ถึงมาตรฐานต่างๆ จากนั้นก็จะเป็นการนำ SOA มาใช้เพื่อพัฒนากระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ
ประโยชน์ของการพัฒนา SOA
· สามารถผนวกรวมระบบธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีของผู้ผลิตหลายราย
· ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการดูแลรักษาระบบ
· เพิ่มโอกาสให้องค์กรสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการใช้งานทางธุรกิจที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
· ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกทางด้านธุรกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน
· สามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตรายอื่น
No comments:
Post a Comment