Wednesday, February 16, 2011

Class14: Web 2.0


15/02/2011

Websites เป็นการเชื่อมโยง network ทั่วโลก โดย web2.0  เริ่มต้นในปีคศ. 2004 โดยเกิดมาจาก Concept ที่ว่า internetนั้น ว่าไม่ใช่แค่การอ่านข่าวหรือขายของอย่างเดียว แต่users สามารถเข้าไปสร้างสื่อเอง และใช้ประโยชน์จาก internetได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่องค์กรใหญ่แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว
 
Web 2.0 Vs Traditional Web
- มีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกและสามารถที่จะสร้างหรือ ปรับเปลี่ยน content เองได้ เช่น Wikipedia เป็นต้น ซึ่งทำให้ตลาด content มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
- สามารถนำมาใช้ในองค์รเพื่อพัฒนากระบวนการทำธุรกิจและการตลาด
- สามารถเชื่อมโยงผู้ใช้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น customer, supplier และผู้ใช้ภายในองค์กร
ลักษณะของ Web 2.0
- สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ในรูปแบบใหม่ๆหรือนำเสนอสิ่งที่มีอยู่เดิมในแนวทางใหม่ๆ
- User Friendly Interface
- สามารถรวบรวมข้อมูลหรือสร้าง Model ขึ้นมาก่อนที่จะนำเสนอสินค้าออกสู่ตลาด
- ใช้ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมน้อยลง
Element of Interaction in a Virtual Community
- Communication: Chat rooms, E-mail, Blog, Web posting
- Information: Search engines, Expert advice, Directories and yellow pages
- EC Element: Advertisements, Auctions of all type, Bartering online
Types of Virtual Communities
- Transaction and other business:
- Purpose or interest: แลกเปลี่ยนความรู้หรือให้คำปรึกษาเฉพาะด้าน
- Relations or practices
- Fantasy : สามารถที่จะปรับเปลี่ยนข้อมูลหรือรูปภาพให้เป็นไปตามที่ต้องการได้
- Social networks: พวกเกมส์ออนไลน์, facebook
- Virtual words

Key issues in Social network services
- Lack of Privacy
- มีการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมหรือมีการสร้างคำใหม่ขึ้นมา
- มีการแข่งขันกันหรือทะเลาะกันระหว่างผู้ใช้
- มีการทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งที่ผิดกฎหมาย
- วัฒนธรรมต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีการกลั่นกรอง

ลักษณะของ Social network ในองค์กร
- ใช้ในการเเลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสารระหว่างกัน เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

Interface ของSocial network ในองค์กร
- ใช้ social network ที่มีอยู่เดิม
- สร้างบริการใหม่ๆขึ้นมา
- สร้าง social ขึ้นมาให้พนักงานนั้นได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ประโยชน์ของการขายสินค้าบนอินเตอร์เน็ต
-ได้ feed back จากลูกค้ากลับมา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่แท้จริงขององค์กร
- ใช้ Viral marketing
- เพิ่มDistribution Channel
- Increase in Sales Revenue

Youtube
- เพิ่มศักยภาพในการโฆษณา อาจใช้ในการโปรโมตสินค้า เช่น ให้คนเข้ามารีวิว
- ใช้ในการสร้าง Brand
-  การบอกปากต่อปาก ทำให้สินค้าเป็นที่สนใจมากขึ้น
- ใช้ในการโฆษณาสินค้าใหม่ที่จะออกสู่ตลาด

Telemedicine & Telehealth
- ใช้ในการเพิ่มช่องทางในการช่วยเหลือผู้ป่วย
- ลดค่าใช้จ่าย
- ลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อการรักษา
- ให้ข้อมูลด้านการรักษาโรค รวมไปถึงการให้บริการผ่านเครือข่าย
- เก็บข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคน

การวางผังเมือง
- ต้องคำนึงถึงการวางสายเครือข่ายต่างๆที่นอกเหนือไปจากสายไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต
- มีการพัฒนาระบบเพื่อให้ไม่มีที่จอดรถที่ว่างเปล่า
- ทำให้สามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

Offshore Outsourcing
- การพัฒนา software และการทำ call center นั้นนิยมจ้างบุคคลภายนอกทำมากขึ้น
- อาจมีการขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

Information Overload
- ข้อมูลมีจำนวนมาก และอาจไม่เป็นความจริง

Information Quality
- มีการจัดทำระบบองค์กร เพื่อให้มึความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต

Spam
- พวกที่เป็น e-mail spam ทำให้เกิดความรำคาญก่อนที่จะเข้าถึงข้อมูล

Effect of IT
- ทำให้องค์กรเป็นแนวราบมากขึ้น ตอดต่อสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น
- สามารถที่จะเพิ่ม business unit ใหม่ๆขึ้นมา
- พัฒนาทักษะของพนักงาน เป็นช่องทางให้พนักงานได้แสดงความสามารถ ทำให้มีการเปลี่ยนจาก blue-collar เป็น white-collar

Impact
- มีผลต่อความปลอดภัยและข้อมูลส่วนตัว
- การใช้งานอินเตอร์เน็ตมากๆอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

Thursday, February 10, 2011

Class 13 : การรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศและจรรยาบรรณเบื้องต้น


09/02/2011
การรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศและจรรยาบรรณเบื้องต้น
ระบบสารสนเทศนั้นถือได้ว่าเป็น หัวใจสำคัญขององค์กร เนื่องจากข้อมูลต่างๆของบริษัท เช่น ข้อมูลลูกค่าจะถูกเก็บไว้เป็นจำนวนมาก หากข้อมูลเหล่านั้นสูญหายหรือถูกขโมยไปก็จะส่งผลเสียต่อองค์กรเป็นอย่างมาก
ความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ หมายถึง เหตุการณ์หรือการกระทำใดๆที่ก่อให้เกิดความสูญเสียหรือทำลายฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล สารสนเทศ หรือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของระบบ
สาเหตุของความเสียหายในเรื่องของระบบสารสนเทศส่วนมากมักจะมีเหตุมาจากบุคคลใน องค์กร เนื่องจากบุคคลในองค์กรมักเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลและเรื่องราวภายในองค์กร นอกจากนั้นลักษณะการใช้งานของบุคลากรยังอาจสร้างความเสียหาย เช่น การใช้ USB ที่มีไวรัส ซึ่งอาจทำให้ระบบเกิดความเสียหายได้
ประเภทของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ
- Hacker : เป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในการเจาะข้อมูล เพื่อขโมยฐานข้อมูลจากองค์กรต่างๆ
- Cracker : เป็นคนที่เจาะระบบฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่เป็นไปเพื่อการสร้างการป้องกันระบบและรักษาความปลอดภัยของระบบให้ดีกว่าเดิม
- Script kiddies: คนรุ่นใหม่ที่พึ่งจะเริ่มเจาะระบบ หรือสร้างไวรัส
- Spies: คนที่ดักดูข้อมูลต่างๆระหว่างการทำงานของคนอื่น
- Employee
- Cyber-terrorist: คนที่สร้างกระแสเพื่อให้เกิดเรื่องราวขนาดใหญ่ โดยใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นตัวแพร่กระจาย
ประเภทของความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ
1)       การโจมตีระบบเครือข่าย แบ่งได้ดังนี้
-         การโจมตีขั้นพื้นฐาน : เป็นการรื้อค้นทั่วไปในคอมพิวเตอร์ของคนอื่น, กลลวงทางสังคม เช่น การโทรศัพท์มาเพื่อหลอกลวง
-         การโจมตีทางด้านคุณลักษณะ : เป็นการโจมตีโดยเลียนแบบว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่ง อาจสร้างหรือปลอมแปลง IP address แล้วส่งข้อมูลเพื่อหลอกลวงผู้อื่น
-         การปฏิเสธการให้บริการ : เป็นการโจมตีเข้าไปที่ server จำนวนมากเกินปกติในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ server ไม่สามารถที่จะทำงานได้
-         การโจมตีด้วยมัลแวร์ : โปรแกรมที่มุ่งโจมตีคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ไวรัส เวิร์ม โทรจันฮอร์ส และลอจิกบอร์ม หรือโปรแกรมมุ่งร้ายที่โจมตีความเป้นส่วนตัวของสารสนเทศ เรียกว่าสปายเเวร์
-         Phishing: เมื่อกดลิงก์เข้าเว็บไซด์ที่ต้องการจะเข้าแต่กลับไปยังหน้าเว็บไซด์อื่น
2)       การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต หมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยไม่มีสิทธิ ส่วนมากเป้นการใช้คอมพิวเตอร์หรือข้อมูลในคอมพิวเตอร๋เพื่อทำกิจกรรม บางอย่างที่ผิดกฏหมาย เช่น การเข้าระบบโอนเงินของธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต
3)       การขโมย
 - การขโมย hardware มักอยู่ในรูปการตัดสายเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
 - การขโมย software เช่น การขโมยสื่อจัดเก็บ software การลบโปรแกรมโดยไม่ได้ตั้งใจ รวมถึงการทำสำเนาโปรแกรมอย่างผิดกฏหมาย
- การขโมยสารสนเทศ มักอยู่ในรูปการขโมยความลับส่วนบุคคล
4)       ความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ เช่น เสียง(noise), แรงดันไฟฟ้าต่ำ/สูง ทำให้ไฟล์ข้อมูลหายไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์
การรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
1.การรักษาความปลอดภัยการโจมตีระบบเครือข่าย
   - ติดตั้งระบบโปรแกรมที่ป้องกันไวรัส และมีการอัพเดทตลอดเวลา
   - ติดตั้งไฟล์วอลล์ เป็นซอร์แวร์และฮาร์ทแวร์คอยป้องกันไวรัสหรือสิ่งที่ไม่ดีต่างๆไม่ให้เข้าสู่คอมพิวเตอร์
   - ติดตั้งซอร์ฟแวร์ตรวจจับการบุกรุก โดยมีการตรวจสอบ IP adress ของผู้ที่เข้าใช้งานระบบ
   - ติดตั้ง honeypot มีการสร้างระบบไว้ข้างนอก เป็นตัวที่เอาไว้หลอกล่อพวกแฮกเกอร์ที่ต้องการเจาะเข้าระบบ

2.การควบคุมเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
   - การระบุตัวตน
   - การพิสูจน์ตัวจริง เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลที่ทราบเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของ
   - POLP (Principle of least privlege) ให้ข้อมูลเฉพาะที่พนักงานแต่ละคนจำเป็นต้องใช้เท่านั้น

3.การควบคุมการขโมย
   - การควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ เช่น การปิดห้องหรือการปิดหน้าต่าง
   - นำระบบ RTLS มาใช้เพื่อระบุสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง
   - ควบคุมการเปิดปิดเครื่องด้วยลักษณะทางกายภาพ เช่น ลายนิ้วมือ
   - รักษาแผ่นไว้ในสถานที่ที่มีความปลอดภัย
   - ในกรณที่มีโปรแกรมเมอร์ลาออกหรือถูกให้ออก ต้องควบคุมและติดตามโปรแกรมเมอร์ทันที

4.การเข้ารหัส คือ กระบวนการในการเเปลงหรือเข้ารหัสข้อมูลที่อยู่ในรูปที่คนทั่วไปสามารถเข้าไป อ่านได้ให้อยู่ในรูปที่เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถอ่านข้อมูลได้ โดยอาจใช้วิธีการเข้ารหัสแบบสลับตำแหน่ง
ประเภทของการเข้ารหัส
   - การเข้ารหัสแบบสมมาตร คนที่ส่งและรับข้อมูลใช้คีย์ชุดเดียวกันในการแปลงและถอดรหัสข้อความ
   - การเข้ารหัสแบบไม่สมมาตร ใช้คีย์ 2 ตัว ได้แก่ คีย์สาธารณะและคีย์ส่วนตัว เช่น amazon มีคีย์ข้อ amazon ที่เป็นสาธารณะ และลูกค้าจะมีคีย์ที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตที่เป็นส่วนตัว

5.การรักษาความปลอดภัยอื่นๆ
   - Secure sockeets layer(SSL) เป็นเว็บเพจที่ขึ้นต้นด้วย https แทนที่จะเป็น http แบบปกติ
   - Secure HTTP (S-HTTP)
   - Virtual private network (VPN) เป็นเน็ตเวิร์คเสมือนสำหรับผู้ที่มีสิทธิเข้าจึงจะใช้ได้เท่านั้น

6.การควบคุมความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ
  - ป้องกันแรงดันไฟฟ้าโดยใช้ surge protector
  - ป้องกันไฟฟ้าดับ ใช้ UPS
  - กรณีระบบสารสนเทศถูกทำลายจนไม่สามารถที่จะให้บริการได้ ต้องจัดทำแผน Disaster Recovery-DR หรือ business continuity planning-BCP

7.การสำรองข้อมูล

8.การรักษาความปลอดภัยของแลนไร้สาย
  - ควบคุมการเข้าถึงของผู้ใช้งาน
จรรยาบรรณ
         จรรยาบรรณทางคอมพิวเตอร์ คือหลักปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชอบเกี่ยวกับการใช้ระบบ สารสนเทศ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต, การขโมยซอฟต์แวร์, การละเมิดลิขสิทธิ์, การตกแต่งรูปภาพ, ทรัพย์สินทางปัญญา, ความเป็นส่วนตัวของสารสนเทศ




Tuesday, February 8, 2011

Class 12: Customer Relationship Management


08/02/2011
Customer Relationship Management: เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการใช้เทคโนโลยีและการใช้บุคลากรอย่างมีหลักการ เพื่อให้เกิดการบริการลูกค้าที่ดีขึ้น  และท้ายที่สุดก็จะเพิ่ม Customer Loyalty อย่างไรก็ดี เนื่องจากระบบ CRM นั้นจำเป็นต้องใช้ IT ประกอบการดำเนินกลยุทธ์ ดังนั้นจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ฝ่ายสารสนเทศ หรือผู้ออกแบบและผู้จัดทำเว็บไซต์ขององค์กร  เพื่อให้มีการดูแลระบบให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้อง
เป้าหมายของ CRM
เป้าหมายของ CRM นั้นไม่ได้เน้นเพียงแค่การบริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงกลยุทธ์ เช่น Product Development, Product Mix และท้ายที่สุดสามารถ การเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป
ประโยชน์ของ CRM
1. มีรายละเอียดข้อมูลของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้แก่ Customer Profile Customer  Behavior
2. วางแผนทางด้านการตลาดและการขายอย่างเหมาะสม
3. ใช้กลยุทธ์ในการตลาด และการขายได้อย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพตรงความต้องการของลูกค้า
4. เพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ
5. ลดการทำงานที่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เพิ่มโอกาสในการแข่งขันก่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ  
ซอฟต์แวร์บริหารลูกค้าสัมพันธ์
1)       ระบบการขายอัตโนมัติ (Sale Force automation: SFA) ประกอบด้วย
- ระบบขายโดยผ่านโทรศัพท์ตอบรับ เพื่อให้บริการแบบ Proactive ในลักษณะ Telesale
- ระบบพาณิชย์อิเลกทรอนิกส์ (E-Commerce) เพื่อทำการขายแบบUp-Saleing หรือ Cross-Saleing
- ระบบงานสนามด้านการขาย ได้แก่ Wireless Application สำหรับการขายปลีกและตัวแทนจำหน่ายสามารถเรียกดูข้อมูลลูกค้าได้ทันทีขณะติดต่อ จะเพิ่มโอกาสในการขายให้สูงขึ้น
2)       ระบบบริการลูกค้า (Customer Service) ประกอบด้วย ระบบการให้บริการในด้านโทรศัพท์ตอบรับ (Interactive Voice Response: IVR) ด้านเว็บไซต์ ด้านสนามและข่าวสารต่าง ๆ
3)       ระบบการตลาดอัตโนมัติ (Marketing) ประกอบด้วย ระบบย่อยด้านการจัดการด้านรณรงค์ต่าง ๆ ด้านการแข่งขัน ด้านเครื่องมือที่จะช่วยการวิเคราะห์ข้อมูล และวิเคราะห์ธุรกิจ ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ สนับสนุนการรณรงค์การทำตลาดโดยตรงมากยิ่งขึ้น
4)       Data Warehouse และเครื่องมือจัดการข้อมูล เป็นระบบสำคัญในการจัดการข้อมูลที่ละเอียดของ CRM ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจากภายในและภายนอกองค์กร
5)       OPAP( อ่านรายละเอียดในคาบของอาจารย์ศรีสมรัก)
Classification of CRM Applications
·        Customer-facing –all areas where customers interact with company (call centers, help desks, sales force automation).
·        Customer-touching – customers interact with the applications (self-service, campaign management, general purpose e-business applications).
·        Customer-centric intelligence – analyze results of operational processing & use results to improve CRM applications.
·        Online networking – methods that provide the opportunity to build personal relationships (chat rooms & discussion lists).
Levels & Types of e-CRM
·        Foundational service : มี Websites
·        Customer-centered services – order tracking, product configuration/customization & security/trust. 
·        Value-added services – extra such as online auctions, online training & education.
·        Loyalty programs
Tools for Customer Service: webpages, faq, email, chat rooms, live chat และ call centers

Knowledge Management System (KMS)
Knowledge Management System คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน ตัวบุคคล เอกสาร สื่อ มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ เกิดการพัฒนาตนเอง และนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กร ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร
ประโยชน์ของการบริหารความรู้
·        เข้าถึงแหล่งความรู้ในองค์กรได้ง่าย
·        ลดจำนวนการทำผิดซ้ำ
·        ความรู้ไม่สูญหายจากองค์กร
·        ยกระดับความสามารถขององค์กรให้เหนือคู่แข่ง
สร้าง KM ได้อย่างไร?
·        สร้าง knowledge Base ขององกรค์เพื่อให้เกิด learn faster เพื่อสามารถต่อยอดความรู้ เพื่อสรเง innovation และ add value ให้กับ firm ได้
·        สร้าง knowledge network สำหรับพนักงานทุกคน สามารถ Access and Share ความรู้ได้อย่างทั่วถึง
ลำดับขั้นตอนของความรู้: DataàInformationàKnowledgeàExpertiseàCapability
การสร้างความรู้
·        Socialization: Organizations gain new knowledge from outside its boundary also like interacting with customers, suppliers and stack holders.
·        Externalization: Focus on on tacit to explicit knowledge. Create collective group knowledge.
·        Combination: เป็นการผสมผสานข้อมูลอื่นๆจากฝ่ายต่างๆภายในองค์กร รวมไปถึงข้อมูลจากภายนอกองค์กรเข้ามาเพิ่มกับข้อมูลที่มีอยู่เดิม (Explicit knowledge +Explicit knowledge+….) หาความรู้อื่นๆไปเรื่อยๆมาทำเป็น  best practice จัดสรรหมวดหมู่แล้วเก็บเป็นฐานข้อมูล คนอื่นๆสามารถที่จะนำไปใช้ต่อได้
·        Internalization เป็นการศึกษาความรู้ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล เพื่อให้เรามีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น
โมเดล กระบวนการของการจัดการความรู้ (Turban et al., 2005)
Create knowledge--> Capture knowledge --> Refine knowledge --> Store knowledge --> Manage knowledge --> Disseminate knowledge

Presentation Topics
1)        3G
3G เป็นเทคโนโลยีเคลื่อนที่ generation ที่ 3 ซึ่งพัฒนามาจาก 2.5 G ที่อิ่มตัวการสื่อสารด้วยเสียง จึงเปลี่ยนมาเป็นการสื่อสารไร้สาย (2.5G) แล้วก็มีข้อจำกัดในการพัฒนาเครือข่ายต่อ ก็เลยมีการพัฒนา 3G ขึ้นมา โดยมาตรฐาน 3G มีดังนี้
·         ต้องมี platform สำหรับการหลอมรวมของบริการต่างๆ
·         มีความสามารถในการใช้โครงข่ายทั่วโลก
·         มีการบริการที่ไม่ขาดตอน
  • อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลตามที่กำหนด
มาตรฐาน W-CDMA
  • รองรับ multi media ทุกรูปแบบ 
  • รองรับ voice และ non cvoice ได้อย่างดี
ประโยชน์
  • ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้เร็ซขึ้น
  • สามารถแนบไฟล์เพลงและส่งออกได้อย่างรวดเร็ว
  • ทำให้การประชุมทางไกลได้อย่างดี
  • ใช้ร่วมกับต่างประเทศได้
ข้อเสีย
  • ภัยจากการติดต่อจากคนแปลกหน้า
  • ภัยจากสื่อต่างๆ ที่ไม่ดี
2)       IT Outsource
           แนวคิดนี้เริ่มจากว่า ในการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใช้เองนั้นมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา ต้นทุน ตลอดจนไม่เกิด Economies of Scale
จึงควรจะมีการ outsource งานด้าน IT ให้บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทำมากกว่า เพื่อที่จะได้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ Budget ที่มีอยู่อย่างจำกัดขององค์กรให้มากที่สุด โดยงานที่มีการ Outsource ได้แก่
·        Desktop service ดูแลคอมพิวเตอร์, เครื่อง server และเครือข่าย LAN, การจัดซื้อติดตั้ง
·        Network Management ให้องค์กรให้ใช้งานเครือข่าย เชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (ระหว่างองค์กร)
·        Data Center Service จัดหา ออกแบบ ติดตั้ง คอมพิวเตอร์ แทนผู้ว่าจ้าง
·        Continuity Service เป็นการดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีระบบล่ม
·        Web Hosting Service บริการให้เช่าพื้นที่ข้อมูลเว็บไซต์ ผ่านทาง Server รวมทั้งมีการนำฝากข้อมูลเข้าไปใน Server
·        Application Management Service ดูแลการทำงานในชีวิตประจำวัน
ข้อดี และข้อเสีย(เหมือนกับคาบของอาจารย์มธุปายาส)

3)       Internet TV
Internet TV  เป็นการรับชมภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตบนหน้าจอทีวี การทำงานจะผ่านทาง Set-Top-Box ซึ่งจะตั้งอยู่ที่บ้าน โดยจะเชื่อมต่อกับ router และ Display Devices ซึ่งสามารถแบ่งการรับชมได้ 2 ลักษณะ
  • Live:  เป็นการรับชมรายการพร้อมกับรายการปกติของช่อง
  • PPV: สามารถเลือกรับชมรายการได้ตามต้องการ ตามเวลาที่เราต้องการ
โดยการเก็บค่าบริการจะมี 3 แบบ คือ
·         รับชมฟรี เสียแค่ค่าอินเทอร์เน็ต
·         เสียค่าบริการายเดือน ลักษณะเหมือน truevisionsเป็นโปรแกรมให้เลือก และเหมาจ่าย
  • เสียค่าบริการตามที่รับชม ลักษณะเหมือนการเช่าวิดิโอมารับชม เสียค่าบริการตามจำนวนเรื่องที่รับชม
4)       Wiki
          เป็นเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ผู้คนร่วมเขียนบทความบนเว็บไซต์ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Wikipedia ซึ่งเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไขมากที่สุดในโลก

Wikipedia
          เน้นการทำงานและปรับเปลี่ยนที่ง่าย ทำให้ทุกคนสามารถเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนได้ง่าย ข้อมูลจึงถูกอัพเดทตลอดเวลา

รูปแบบและประเภท ยกตัวอย่างเช่น
  • สารานุกรม
  • ตำรา
  • คำคม
  • ข่าว
  • พจนานุกรม
  • วิกิซอร์จ
ข้อดี
  • ทุกคนมีสิทธิในการแก้ไขเนื้อหาต่างๆ ได้
  • เนื้อหาเสรีที่ได้รับการคุ้มครอง
  • เนื้อหาได้รับการยอมรับจากนักวิชาการ
ข้อจำกัด
  • ความถูกต้องและสมบูรณ์ของเนื้อหาอาจยังไม่แน่ชัด
  • ไม่สามารถกรองเนื้อหาประเภทขยะออกได้ ข้อมูลที่ได้อาจเป็น Junk Data
องค์กรนำไปใช้อย่างไร??
·         ใช้เป็นแหล่งความรู้
·         เป็นเครื่องมือในการสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้
·         เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ภายในองค์กร